25
เมษายน
2562

ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 25

25
เมษายน
2562

ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 25

1,549

ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 25

  • ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 22 – 23 เมษายน 2562 ณ โรงแรมอังสนา ลากูน่า ภูเก็ต
  • การประชุมครั้งนี้ นับเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าของอาเซียนครั้งแรกของปี 2562 ที่ไทยเป็นประธานอาเซียน

ความสำเร็จจากการประชุม

  1. เห็นชอบประเด็นที่ไทยในฐานะประธานอาเซียนผลักดันเพื่อให้สมาชิกอาเซียนดำเนินการให้สำเร็จในปีนี้ (Priority Economic Deliverables) ภายใต้แนวคิด “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ประกอบด้วย 3 ด้าน 13 ประเด็น ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมของอาเซียนสำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เช่น การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านดิจิทัล การจัดทำแผนงานด้านนวัตกรรม การจัดทำแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับ 4IR การส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในผู้ประกอบการรายย่อย
2. การส่งเสริมความเชื่อมโยง เช่น การเชื่อมโยงระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window) ให้ครบทั้ง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การสรุปการเจรจา RCEP
3. การส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เช่น การส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืน การดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานชีวภาพของอาเซียน

2. รับทราบผลการเจรจาจัดทำความตกลงยอมรับร่วม ASEAN MRA on Type Approval for Automotive Products (AP MRA) ที่อาเซียนได้เริ่มเจรจามาตั้งแต่ปี 2552 โดยล่าสุดเป็นที่น่ายินดีว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) สามารถตกลงประเด็นคงค้างที่สำคัญเกี่ยวกับคำนิยามของผลิตภัณฑ์ยานยนต์อาเซียน (ASEAN Automotive Products) ได้แล้ว โดยในช่วงแรก MRA ครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอาเซียน (Manufactured in ASEAN) และให้ทบทวนในปีที่ 4 หลังจาก APMRA มีผลใช้บังคับ โดยจะรายงานผลการทบทวนและข้อเสนอแนะต่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในปีที่ 5

การจัดทำ MRA ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ภายในอาเซียนจะทำให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับความสะดวกในการค้าขายภายในอาเซียนมากขึ้นและอุปสรรคทางการค้าลดลง มีความสะดวกและมีโอกาสทางการค้ามากขึ้น เนื่องจากมีการรับรองผลการตรวจสอบระหว่างหน่วยงานทดสอบของประเทศสมาชิกอาเซียนโดยที่ไม่ต้องตรวจสอบสินค้าและรับรองซ้ำอีกต่อไป จึงช่วยลดต้นทุนทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการส่งออก-นำเข้าสินค้ายานยนต์ภายในภูมิภาค โดยคาดว่าจะมีการลงนามความตกลงฯ ในช่วงการประชุม AEM ครั้งที่ 51 ในเดือนกันยายน 2019 ณ กรุงเทพฯ

3. ลงนามความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Trade in Services Agreement: ATISA) ที่จะนำมาใช้แทนกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียนฉบับปัจจุบัน (AFAS) ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2538 โดยครอบคลุมหลักการเรื่องต่างๆ เช่น การให้การปฏิบัติกับธุรกิจต่างชาติเท่าเทียมกับธุรกิจของชาติตน การเสริมสร้างการจัดทำกฎระเบียบภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเสริมสร้างความโปร่งใส การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยในอาเซียน และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพสามารถเติบโตมากขึ้นในประเทศอาเซียน เช่น บริการด้านสุขภาพ บริการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร บริการด้านก่อสร้าง บริการด้านการจัดประชุม และการจัดนิทรรศการ เป็นต้น

4 .ลงนามพิธีสารฉบับที่ 4 เพื่อแก้ไขความตกลงการลงทุนของอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement: ACIA) เพื่อปรับปรุงความตกลงฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับการห้ามรัฐกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนปฏิบัติ เช่น การห้ามเชื่อมโยงการขายสินค้ากับปริมาณหรือมูลค่าส่งออก และการห้ามรัฐบาลกำหนดว่าสินค้าที่นักลงทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนผลิตจะต้องถูกส่งไปยังตลาดใดตลาดหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ยังมีการเปิดช่องให้สมาชิกอาเซียนยังคงใช้มาตรการหรือเงื่อนไขฯ ที่อาจไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดข้างต้นได้ โดยให้ระบุไว้ในรายการข้อสงวนของตนได้ และนักลงทุนจะไม่สามารถฟ้องรัฐบาลผู้รับการลงทุน หากมีใช้มาตรการที่ระบุไว้ในรายการข้อสงวนดังกล่าว ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยที่จะไปลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียน เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องผูกพันในการไม่กำหนดเงื่อนไข PPR ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งนี้ การจัดทำพิธีสารดังกล่าวไม่มีผลให้ไทยต้องแก้ไขกฎหมายภายในประเทศ

5 . รับทราบความคืบหน้าการเจรจาและประเด็นคงค้างสำคัญของการเจรจา RCEP รวมทั้ง ท่าทีของประเทศคู่เจรจาในแต่ละประเด็น อาทิ การค้าสินค้า การเยียวยาทางการค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การลงทุน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา และด้านกฎหมายและสถาบัน และได้ให้แนวทางสำหรับการกำหนดท่าทีภายในอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยให้อาเซียนสามารถผลักดันการเจรจาให้เป็นไปในทิศทางที่จะเป็นประโยชน์ต่ออาเซียนมากที่สุด โดยให้ประเด็นที่อาเซียนยังไม่มีท่าทีร่วมสามารถหาท่าทีร่วมกันได้ในช่วงการประชุมคณะกรรมการอาร์เซ็ป สมัยพิเศษ ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23-31 พฤษภาคม 2019 ณ กรุงเทพ โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะหารือประเด็น RCEP อีกครั้งในช่วงก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ในเดือนมิถุนายน 2019 ณ กรุงเทพฯ เพื่อเสนอเป็นท่าทีต่อประเทศคู่เจรจา ก่อนพบกับคู่เจรจาในการประชุมคณะกรรมการอาร์เซ็ป ครั้งที่ 26 ณ เมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ในเดือนมิถุนายน 2019 เพื่อขับเคลื่อนการเจรจา RCEP ให้สำเร็จตามที่ผู้นำตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ การสรุปผลการเจรจา RCEP ภายในปี 2019 ถือเป็นหนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่อาเซียนต้องผลักดันให้เกิดผลสำเร็จในปีนี้ (Priority Economic Deliverables)

6 . เห็นชอบ ว่าอาเซียนจะต้องมีบทบาทเชิงรุกเรื่องการปฏิรูป WTO โดยเห็นชอบใน 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย (1) การธำรงค์ไว้ซึ่งระบบการค้าพหุภาคี (2) ความจำเป็นในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ทางการค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าในปัจจุบัน และ (3) ความเร่งด่วนในการปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาทของ WTO โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่ากลไกการทำงานของ WTO จะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

7 . การประชุมร่วมกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council: ASEAN-BAC) ในวันที่ 22 เมษายน 2562

    1. ASEAN-BAC นำเสนอประเด็นที่ภาคธุรกิจของอาเซียนให้ความสำคัญและจะมีการดำเนินงานในปี 2019 ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

2. การส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยขจัดมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า (NTB) และลดขั้นตอนทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ (Low Value Shipment)

3. การส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการค้าดิจิทัลในภูมิภาค (Regional Digital Trade Connectivity) โดยเสนอให้มีการจัดทำแผนงาน การดำเนินงานในการปรับประสานกฎระเบียบด้านการค้าดิจิทัลระหว่างสมาชิกอาเซียน แก้ไขกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการค้าดิจิทัลในภูมิภาค รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

2. รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเห็นว่าภาคธุรกิจอาเซียนมีการดำเนินงานที่สนับสนุนอาเซียนในภาพรวม โดยในการดำเนินงานเพื่อเตรียมพร้อมให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลนั้น เห็นว่าสิ่งสำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้และการเตรียมการด้านการศึกษา เช่น การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อรองรับ 4IR ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องมีการพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และในด้านการสร้างความเชื่อมโยงทางการค้าดิจิทัลนั้น เห็นว่าสมาชิกอาเซียนยังมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยีดิจิทัลที่แตกต่างกันจึงควรลดช่องว่างในส่วนนี้ก่อนที่จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยง

3. สำหรับข้อเสนอเรื่องการอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้า รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจของอาเซียนมีการดำเนินงานร่วมกันกับองค์กรรายสาขาต่างๆ ของอาเซียนอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดเพื่อให้การดำเนินงานเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ข้อมูลการค้า

  • อาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนปี 2561 มีมูลค่าการค้ารวม 113,934 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 13 โดยไทยส่งออกไปอาเซียนในปี 2561 มูลค่า 68,437 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 45,497 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยเกินดุล 22,940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการส่งออกของไทยไปอาเซียนในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

 

———————————