23
ธันวาคม
2561

ประธานอาเซียน 2562 อินโด-แปซิฟิกและเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

23
ธันวาคม
2561

ประธานอาเซียน 2562 อินโด-แปซิฟิกและเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

507

ปี 2562 คืออีกหนึ่งปีที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ของไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน นักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มเฝ้าระวังและตั้งคำถามกับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งจากประเด็นความมั่นคง อาทิ ภัยธรรมชาติ ความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางพลังงานอันเนื่องมาจากการเปลื่ยนแปลงภูมิอากาศ ความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณทะเลจีนได้ และประเด็นทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากกฏระเบียบการค้าและการลงทุนในโลกถูกท้ายทายโดยสงครามการค้า

การสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ภาวะเศรษฐกิจที่สุ่มเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทั้งของเศรษฐกิจในภาพรวม และภาวะถดถอยของระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดเกิดใหม่ที่ขยายตัวต่อเนื่องมายาวนาน แต่มีแนวโน้มย่อตัวลงและแน่นอนเศรษฐกิจไทยเองก็อยุ่ในช่วงหัวเลี้ยวตัวต่อนั้นด้วยเช่นกัน คำถามที่สำคัญก็คือ พื้นที่ใหม่ๆ (New Frontier) ที่ไทยและอาเซียนต้อง ให้ความสำคันมากยิ่งขึ้นในการเข้าไปร่วมบุกเบิกและพัฒนาทางยุทธศาสตร์ทั้งในมิติความมั่นคงและมิติเศรษฐกิจคือพื้นที่ไหน

คำตอบสำคัญคำตอบหนึ่งต่อคำถามข้างต้นคือ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)” โดย ณ ปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับชายฝั่งและมหาสมุทรจากการประเมินโดยสหประชาชาติอยู่ที่ประมาณ 3-6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขนาดของระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 4.5 แสนล้านดอลลาร์) โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากการขนส่งทางทะเล (ซึ่งมูลค่าของสินค้าที่ขนส่งกันในโลกมากกว่าร้อยละ 90 ต้องใช้การขนส่งทางทะเลเป็นหลัก)

ระบบโทรคมนาคมขนส่ง (สายเคเบิลใยแก้วนำส่งให้บริการมากกว่าร้อยยะ 95 ของการสื่อสารข้อมูล (Digital Data) บนโลกใบนี้) มหาสมุทรยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุดในโลก (ปลาและสัตว์น้ำเป็นอาหารหลักของประชาชนมากกว่า 4,300 ล้านคนบนโลก และเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญที่สุดของมนุษย์) การท่องเที่ยวทางท้องทะเลมีมูลค่า มากกว่าร้อยละ 5 ของมูลค่าผลผลิตของทั้งโลกและมีส่วนในการจ้างงานมนุษย์ร้อยละ 7 บนโลก

และถ้าหากเทียบมูลค่าทางเศรษฐกิจของมหาสมุทรเป็นเสมือนประเทศประเทศหนึ่งในโลก ประเทศมหาสมุครจะเทียบเท่ากับอันดับ 7 ของประเทศที่มีขนาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (เศรษฐกิจไทยอยู่ที่อันดับ 19 – 21 ของระบบเศรษฐกิจโลก) ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงท้องทะเลในฐานะที่เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญที่สุดอีกแหล่งหนึ่งของโลกด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทำประมงผิดกฏหมายไม่รายงานและไม่มีการควบคุม (Illegal,Unreported and Unreported Fishing : IUU ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ปัญหาการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมในท้องทะเล รวมทั้งข้อพิพาทระหว่างประเทศในเรื่องของอำนาจอธิปไตยเหนือเขตแดนก็ยังเป็นปันหาหลักในท้องทะเล และมหาสมุทรอีกด้วย

ธนาคารโลก (World Bank) เองก็มีการบูรณาการมิติต่างๆ และพยายามให้ขอบเขตของกิจกรรมที่ครอบคลุมในระบบโลจิสติกส์และขนส่งทางทะเลการประมง อุตสาหกรรฒพลังงานทางเลือก การบริหารจัดการของเสีย การท่องเที่ยว และภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การศึกษาเศรษฐกิจสีน้ำเงินจึงต้องการศึกษาถึงเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสังคม-วัฒนธรรม ตลอดจนการเมืองความมั่นคง

สำหรับประชาชนคมอาเซียนที่ในปี 2562 ประเทศไทยจะได้รับเกียรติเป็รประธานและเจ้าภาพการจัดหลากหลายประชุมในกรอบอาเซียนซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในทุกมิติและทุกระดับของประชาการกว่า 650 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมองเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ผ่านมุมมองแบบภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ Geo-Political Economies คือหัวใจของการเพิ่มศักยภาพการพัฒนาในทุกมิติ

มีการศึกษาและการคาดการณ์โดยหลายสำนักว่าในปี 2050 เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1,2 และ 4 ของโลก คือ เศรษฐกิจจีน อินเดีย และอินโดนิเชีย ตามลำดับ ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก หรือรอยต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดิยในบริเวณอ่าวเบงกอลผ่านช่องแคบมะละกาไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิกในบริเวณทะเลจีนใต้ คือพื้นที่ที่สำคัญในโลกทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และความมั่นคง และต้องไม่ลืมด้วยว่า ทุกครั้งที่เราเขียนคำว่า Indo-Pacific หรือ อินโด-แปซิฟิก แท้จริงแล้วเครื่องหมาย “-” นั้นในความเป็นจริงหมายถึงอาเซียน หรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะโดยสภาพความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์เราไม่สามารถเชื่อมโยง 2 มหาสมุทรที่สำคัญที่สุดของโลกนี้ได้ โดยไม่มีอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง

และเมื่อกล่าวถึงความเชื่อมโยง (Connectivity) ประเทศไทยคือหนึ่งในสมาชิกสำคัญของอาเซียนที่ผลักดันในเรื่องนี้มาโดยตลอด จนอาเซียนพัฒนาแผนแม่บทความเชื่อมโยงอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity: MPAC) ออกมาแล้วถึง 2 แผนแม่บท นั้นคือ MPAC 2010-2015 เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ประชาคมการเมือง-วัฒนธรรมอาเซียน และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน แผ่นความเชื่อมโยง 3 มิติ

นั้นคือความเชื่อมโยงทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Physical Connectivity) อาทิ ถนน ราง ท่าเรือ สนามบิน ท่อก๊าซ ท่อน้ำมัน ระบบสายส่งไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม ความเชื่อมโยงทางสถาบัน (Institution Connectivity) อาทิ การวางกฏระเบียบและมาตรฐานต่างๆ ให้มีความสอดคล้องพ้องกัน) และความเชื่อมโยงภาคประชาชน (People-to-People Connectivity ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมโยงที่ทำให้ประชาชนอาเซียนเรียนรู้และไปมาหาสู่กันมากยิ่งขึ้น)

ปัจจุบันอาเซียนและประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการปฏิบัติตามแผนแม่บทความเชื่อมโยงอาเซียนฉบับที่ 2 (MPAC 2016-2025) ที่เน้นการพัฒนาต่อยอดจาก MPAC ฉบับที่ 1 ใน 5 มิติสำคัญ นั้นคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน (Sustainable Infrastructure) การสร้างนวัตกรรมและการเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล (Digital Innovation) การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ (Seamless Logistics) การสร้างและวางแนวทางปฏิบัติของกฏระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องพ้องกันและมีธรรมมาภิบาล (Regulatory Excellence) และการสนับสนุนให้ประชาชนอาเซียนสามารถเชื่อมโยงและเคลื่อนย้านไปมาระหว่างกันได้อย่างสะดวกมากขึ้น (People Mobility)

แน่นอนว่าทั้ง 5 ประเด็นเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งและสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ถูกวางแนวทางไว้โดยธนาคารโลกด้วย

ดังนั้น ในปี 2562 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นประธานและเจ้าภาพการประชุมของประชาคมอาเซียน การผลักดันให้ความร่วมมือใน 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน ทั้งมิติการเมือง-ความมั่งคง เศรษฐกิน และสังคม-วัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงกันด้วยแผนแม่บทความเชื่อมโยงอาเซียน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก และเศรษฐกิจสีน้ำเงินให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนไทยและประชาชนอาเซียน จึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญยิ่งที่ประเทศไทยต้องผลักดัน เดินหน้า และวางแผนพัฒนาต่อยอด เพื่อให้ประเทศไทยและประชาคมอาเซียนสามารถเดินหน้าผ่านช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว