ทศวรรษแห่งความขัดแย้งและการร่วมตัว

ความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดศูนย์กลางของการเชื่อมต่อภายในภูมิภาค และส่วนต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย ทั้งทางบกและทางอากาศ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ในส่วนต่าง ๆ ของโลก โดยเฉพาะในด้านการเมืองและความมั่นคง ก็ย่อมจะมีผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และประเทศอาณานิคมจำใจต้องละทิ้งดินแดนอาณานิคมของตนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคฯ ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเป็นยุคของการก่อร่างสร้างตัว และยุคของความไม่แน่นอน และสถานการณ์ได้เพิ่มความละเอียดอ่อน และซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเกิดสภาวะสงครามเย็น และการแข่งขันเพื่อขยายเขตอิทธิพลระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตย นำโดยสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรทั้งภายในและภายนอกภูมิภาคฯ และฝ่ายลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยสหภาพโซเวียต จีน และมีพันธมิตรคือกลุ่มประเทศอินโดจีน และประเทศยุโรปตะวันออก

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น และยิ่งเพิ่มความสลับซับซ้อน และความละเอียดอ่อน ให้กับภูมิภาค ก็คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศผู้นำคอมมิวนิสต์ด้วยกันเอง กล่าวคือ แม้ว่าสหภาพโซเวียต และสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่างก็เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ด้วยกัน และสหภาพโซเวียด ได้ให้การสนับสนุนแก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน มาโดยตลอดในการต่อสู้กับรัฐบาลสาธารณรัฐจีน จนสามารถเข้ายึดอำนาจในจีนทั้งประเทศในที่สุด นอกจากนี้ สหภาพโซเวียตยังได้ให้ความช่วยเหลือจีนในการพัฒนากองทัพและกำลังอาวุธ รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ และการขยายเขตอิทธิพลของจีน และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในคาบสมุทรเกาหลี และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แต่ยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เติบโตขึ้น การคิดต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต ในเรื่องของนโยบาย และอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ก็เริ่มที่จะมีความเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ อาทิ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต มองว่า การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างโลกทุนนิยม กับโลกคอมมิวนิสต์ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดย เหมา เจอ ตุง (Mao Zedong) ยึดถือคำสอนของคาร์ล มาร์กซ์ อย่างเคร่งครัดว่า โลกทุนนิยม และโลกคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และโลกทุนนิยมจะต้องถูกทำลายให้สิ้นซาก

ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในลักษณะนี้ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งถึงจุดแตกหักในปี 2504 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนประณามว่า พรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต คือพวกที่ทรยศต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ และพยายามบิดเบือนลัทธิคอมมิวนิสต์ (Revisionist Traitors) และประณามว่า นายกรัฐมนตรี นิกิตา ครุสชอฟ  (Nikita Khrushchev) ของสหภาพโซเวียต เป็นทรราช ซึ่งในปีต่อมาสหภาพโซเวียต ก็ได้ประณามตอบโต้ เหมา เจอ ตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ว่าเป็นพวกกระหายสงคราม (Adventurist) และเบี่ยงเบน (Deviationist) จากลัทธิคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกัน

ความแตกแยกระหว่างสหภาพโซเวียตและจีน ส่งผลกระทบทั้งในระดับโลก และระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในระดับโลกนั้น สหภาพโซเวียตและจีน แข่งขันกันสร้างอิทธิพล ในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และแม้แต่ในยุโรปตะวันออก ด้วยการให้การสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามที่สู้รบกันใน ในประเทศต่าง ๆ อาทิ โรดิเซีย ซิมบับเว แองโกลา และโมซัมบิก รวมทั้งในการสู้รบกันระหว่าง เอธิโอเปีย และโซมาเลีย

เมื่อเป็นที่ชัดเจนว่า จีนต้องการที่จะขยายเขตอิทธิพลของตนออกไป เพื่อแข่งขันกับ ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต โดยไม่มีความประสงค์ใด ๆ ที่จะประนีประนอม หรือปรับความเข้าใจระหว่างกัน สหภาพโซเวียต จึงได้หันไปให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างจริงจัง ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960 (2503-2513) ซึ่งเรียกว่าเป็นยุคของการผ่อนคลายความตึงเครียด (détente) และแม้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตจะมีการเผชิญหน้ากันอยู่มาก ในส่วนต่าง ๆ ของโลก แต่ผู้นำสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต ก็ได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลดความตึงเครียดระหว่างกัน ซึ่งจุดสูงสุด ในยุคของการลดความตึงเครียดคือในเดือนพฤษภาคม 2515 เมื่อประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard M. Nixon) ของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตก็กลับคืนมาอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสหภาพโซเวียตตัดสินใจส่งกองกำลังเข้ายึดครองอัฟกานิสถานในเดือนธันวาคม 2522

ในส่วนของจีนนั้น เมื่อความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตเสื่อมทรามลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต เริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น จีนจึงตระหนักว่า ตนเองเริ่มถูกโดดเดี่ยว และจีนคงไม่มีขีดความสามารถที่จะต่อสู้กับทั้งสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตได้ พร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ในเดือนเมษายน 2514 จีนจึงเริ่มเปลี่ยนท่าทีของตนต่อสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เมื่อรัฐบาลจีนได้เชื้อเชิญให้นักกีฬาปิงปองทีมชาติของสหรัฐฯ เยือนจีน เพื่อแข่งขันปิงปองมิตรภาพ โดยรัฐบาลจีนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นชาวอเมริกันกลุ่มแรก ที่ได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาลจีนให้ไปเยือน ภายหลังจากที่จีนได้ประกาศตนเองเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2492 การเยือนในครั้งนี้เอง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในช่วงนั้น ถูกขนานนามว่า “การทูตปิงปอง” (Ping Pong Diplomacy) ทั้งนี้ การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ถึงจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2515 เมื่อนาย ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และอีกเจ็ดปีหลังจากนั้น คือปี 2522 นายเติ้ง เสี่ยว ผิง นายกรัฐมนตรีจีน ในขณะนั้น ก็ได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ผู้นำรุ่นใหม่ของจีนเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ

ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้น การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก และท่าทีของประเทศมหาอำนาจในระดับโลก และในระดับภูมิภาค มีส่วนอย่างมากในการกำหนดแนวคิด และนโยบายของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์การสู้รบในเวียดนาม และท่าทีของสหรัฐฯ ต่อเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้น เริ่มส่งสัญญาณมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การที่ประธานาธิบดี ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) ของสหรัฐฯ ซึ่งทุ่มเทกำลังพลและทรัพยากรต่าง ๆ เข้าไปในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง จนในต้นปี 2511 สหรัฐฯ มีกองกำลังอยู่ในเวียดนามมากถึง 550,000 คน แต่ขณะเดียวกัน กองกำลังเวียดกง ก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นทุกขณะ และกระแสการต่อต้านสงครามเวียดนามในสหรัฐฯ ก็รุนแรงขึ้นตามไปด้วย จนในที่สุดประธานาธิบดีจอห์นสัน สูญเสียคะแนนนิยมทางการเมืองไปทั้งหมด จนสิ้นสุดวาระของการเป็นประธานาธิบดี

เมื่อประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard M. Nixon) ขึ้นดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2512 สิ่งแรกๆ ที่ดำเนินการคือการทยอยถอนกองกำลังของสหรัฐฯ ออกจากเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเวียดนาม ตามนโยบาย “สันติภาพอย่างมีเกียรติ” (Peace with Honor) ตามที่ได้หาเสียงเลือกตั้งไว้ ซึ่งขณะนั้น ภารกิจหลักของประธานาธิบดี นิกสัน คือการยุติสงครามเวียดนามให้จงได้ ด้วยเหตุนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2512 ประธานาธิบดี นิกสัน จึงได้มีถ้อยแถลงสำคัญที่เกาะกวม (Guam) โดยมีใจความหลักว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงเคารพในข้อผูกพันด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ มีกับมิตรประเทศต่างๆ ในเอเชีย แต่ประเทศต่างๆ ดังกล่าว ควรจะต้องพึ่งพากองกำลังของตนเองเป็นหลัก ในการดูแลความมั่นคงของตน ในกรณีที่เกิดการรุกรานจากภายนอก

ผลของคำประกาศดังกล่าว ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักและมีชื่อเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า ประกาศหลักการนิกสัน (Nixon Doctrine) นั้น คือการประกาศการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นเอง ซึ่งก็หมายความว่า ต่อจากนั้นมา สมาคมสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) หมดความหมาย และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคต้องพึ่งพาตนเอง

การขยายอิทธิพลของเวียดนาม

ในขณะที่สถานการณ์การสู้รบในอินโดจีน มีความรุนแรงถึงขีดสุด คือประมาณปี 2511 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เพิ่มกองกำลังในเวียดนามขึ้นเป็น 550,000 คน นั้น อาเซียนได้ก่อตั้งขึ้นมาเกือบหนึ่งปี แล้ว และหลังจากนั้น สถานการณ์การสู้รบที่รุนแรงขึ้น การสูญเสียเพิ่มขึ้น รวมทั้งกระแสการคัดค้านสงครามในสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดีจอห์นสัน และต่อมาประธานาธิบดี นิกสัน ต้องถอยห่างออกมาจากเวียดนามเรื่อย ๆ รวมทั้งถอยห่างจากพันธสัญญาความมั่นคงร่วม ที่มีกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะในกรอบขององค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสำหรับประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน และทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความไม่แน่นอน และความวิตกกังวลของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเริ่มมีความชัดเจนตั้งแต่สหรัฐฯ เวียดนามใต้ และเวียดนามเหนือ ได้ร่วมลงนามในสัญญาสันติภาพ ที่กรุงปารีส ในปี 2516 กลายเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกกังวลยิ่งขึ้นในเดือนเมษายน 2518 เมื่อเมืองไซง่อน เมืองหลวงและที่มั่นสุดท้ายของรัฐบาลเวียดนามใต้ ถูกยึดครองโดยสมบูรณ์ โดยกองกำลังเวียดนามเหนือ

ผลของสงครามการรวมชาติเวียดนามนี้ ทำให้เวียดนามเหนือมีความภาคภูมิใจว่า ตนสามารถเอาชนะฝรั่งเศสและสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งในโลกเก่าและโลกใหม่ และในขณะเดียวกันเวียดนามก็มีความมั่นใจว่า ด้วยการสนับสนุนของสหภาพโซเวียต ตนอยู่ในฐานะที่จะสามารถขยายเขตอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงได้นำกองกำลังบุกเข้าประเทศลาวและกัมพูชา จนประชิดชายแดนไทย ด้วยความฝันที่จะสร้างสหพันธรัฐอินโดจีน (Indochina Federation) นอกจากนี้ยังได้ส่งกองกำลังทหารเข้าไปโจมตีกองกำลังของจีนและหมู่บ้านคนจีน ในบริเวณชายแดนเวียดนามและจีนอีกด้วย

จีนมองการกระทำของเวียดนามว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหภาพโซเวียต ในการแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อปิดล้อมจีน ซึ่งจีนไม่อาจจะนิ่งเฉยได้ โดยเฉพาะเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2521 สหภาพโซเวียตและเวียดนาม ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วม (mutual defense treaty) มีอายุ 25 ปี ระหว่างกัน และในเดือนมกราคม 2522 กองกำลังเวียดนามกว่า 150,000 นาย ได้บุกเข้ายึดครองกัมพูชา และขับไล่รัฐบาลประชาธิปไตยกัมพูชา (Democratic Kampuchea) หรือรัฐบาลเขมรแดงภายใต้นายพอล พต ซึ่งจีนช่วยจัดตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2519 ได้เป็นผลสำเร็จ และได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นมิตรกับเวียดนามขึ้นแทน (People’s Republic of Kampuchea) ดังนั้น ในที่สุด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2522 จีนจึงตัดสินใจสั่งสอนให้บทเรียนแก่เวียดนาม (teach Vietnam a lesson) ด้วยการเคลื่อนกองกำลังทหารกว่า 250,000 แสนนาย และรถถังอีก 400 คัน ข้ามชายแดนทางภาคเหนือของเวียดนาม และได้ยึดครองจังหวัดลาโซ (Lang Son) ทางใต้ของมณฑลกวางสี (Guangxi) ของจีน รวมระยะเวลา 17 วัน ก่อนที่จะถอนกองกำลังกลับประเทศจีนในที่สุด

สงครามกลางเมืองในกัมพูชา

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง กัมพูชาได้ประกาศเอกราชด้วยความยินยอมของฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2496 และความยินยอมดังกล่าว ได้รับการตอกย้ำโดยสนธิสัญญาเจนีวา (Geneva Accords) ในปี 2497 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมที่นครเจนีวา (Geneva Conference) เกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลี และอินโดจีน ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องกัน

ความตกลงกับฝรั่งเศส และสนธิสัญญาเจนีวา ทำให้กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างเต็มรูปแบบ  กษัตริย์ของกัมพูชาในขณะนั้นคือ เจ้านโรดม สีหนุ ผู้ซึ่งทำงานอย่างแข็งขันนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลง เพื่อนำอิสรภาพและเอกราชมาสู่กัมพูชา เพื่อให้กัมพูชาหลุดพ้นจากภัยคุกคามจากญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเวียดนาม หรือที่เรียกว่า การรณรงค์ต่อสู้ของพระองค์เพื่อเอกราช (royal crusade for independence)

การต่อสู้เพื่อเอกราชของกัมพูชา โดยกษัตริย์สีหนุ นั้น เป็นที่ชื่นชมของนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ เพราะนอกจากจะดำเนินการด้วยความมุ่งมั่นกล้าหาญแล้ว ยังแฝงไปด้วยความชาญฉลาดในการโน้มน้าวแรงสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจ และมิตรประเทศอื่น ๆ จน ญี่ปุ่น เวียดนาม และฝรั่งเศส ต้องยอมจำนนต่อแรงกดดันของนานาชาติ ในที่สุด

ภายหลังได้รับเอกราช กัมพูชาก็กลับเข้าสู่สภาวะการแข่งขันช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2489 เมื่อกัมพูชามีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส ทั้งนี้ นับตั้งแต่ การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2489 จนมาถึง การประกาศเอกราชในปี 2496 กัมพูชาปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ดังกล่าว ได้มีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 9 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตในตำแหน่งถึงสองคน คือเจ้าสีสุวัตถิ์ ยุทธวงศ์ (Prince Sisowath Yutevong) หัวหน้าพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ซึ่งเสียชีวิตอย่างลึกลับ ภายหลังอยู่ในตำแหน่งได้เพียงประมาณสองเดือน และนายเอียว โกเอียส (Ieu Koeus) อดีตประธานรัฐสภา ถูกลอบสังหาร หลังจากทำหน้าที่รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ได้เพียงเก้าวัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว กษัตริย์สีหนุ จำเป็นต้องประกาศยุบสภาถึงสองครั้ง (กันยายน 2492 และ มกราคม 2496) เมื่อเป็นที่ชัดเจนว่า นักการเมืองพรรคต่าง ๆ และกลุ่มต่าง ๆ ในแต่ละพรรค ไม่มีท่าทีผ่อนปรนต่อกัน และจ้องที่จะทำลายล้างกัน

สถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการประกาศเอกราช ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรนัก สนธิสัญญาเจนีวา กำหนดให้กัมพูชามีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2498 กษัตริย์สีหนุ ซึ่งอึดอัดกับสถานการณ์ทางการเมืองในกัมพูชามาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่พรรคประชาธิปไตย ซึ่งเริ่มที่จะเอนเอียงเข้าหาลัทธิสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ มากขึ้นทุกขณะ ได้รับคะแนนนิยมเหนือพรรคการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง และรัฐธรรมนูญ ที่ได้จัดทำขึ้นในปี 2490 จำกัดอำนาจการบริหารงานของรัฐบาล จนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถบริหารประเทศได้ กษัตริย์สีหนุ จึงได้ตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งด้วยการสละราชบัลลังก์ ให้กับ พระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต (Norodom Suramarit) บิดาของตนเอง ในเดือนมีนาคม 2498 และจัดตั้งกลุ่มทางการเมืองขึ้นมา ชื่อว่า สังคมรัฐนิยม (Sangkum Reastr Niyum) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพรรคการเมืองในเวลาเดียวกัน  เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้ง ในเดือนกันยายน 2498 ซึ่งต่อมาผลของการเลือกตั้งคือ สังคมรัฐนิยม ชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนน 82.7 ได้ที่นั่งทั้งหมดคือ ทั้ง 91 ที่นั่งในสภานิติบัญญัติกัมพูชา ทำให้เจ้าสีหนุ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ดี เป็นที่ชัดเจนว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งในเกือบทุกขั้นตอน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ สังคมรัฐนิยม รวมทั้งมีการเปลี่ยนบัตรลงคะแนนเสียงในหลายเขตเลือกตั้ง ซึ่งทำให้แม้แต่พื้นที่ของพรรคประชาธิปไตยเอง ผู้สมัครของพรรค ก็แทบจะไม่ได้รับคะแนนเสียง

อย่างไรก็ดี ต่อมารัฐบาลของเจ้าสีหนุ เริ่มปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทั้งที่เป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ และที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ อย่างหนักหน่วง รวมทั้งลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายค้าน ทำให้แนวร่วมของผู้ต่อต้านรัฐบาลเจ้าสีหนุ มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2502 เจ้าสีหนุได้รับรายงานว่า สหรัฐฯ ได้ร่วมมือกับกลุ่มนักการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ในจังหวัดเสียมราฐ กลุ่มเขมรเสรี รวมทั้งรัฐบาลไทย ในการวางแผนโค่นอำนาจของเจ้าสีหนุ โดยมีแผนการ ซึ่งมาเป็นที่รู้จักกันในนามว่า “แผนการที่กรุงเทพฯ” หรือ Bangkok Plot แต่ในที่สุดแล้วเจ้าสีหนุ ก็สามารถใช้กองกำลังกวาดล้างคณะผู้ก่อการกลุ่มนี้ได้สำเร็จ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังสุดนี้ ทำให้เจ้าสีหนุ หมดความเชื่อถือสหรัฐฯ และเปลี่ยนมาเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว ประเทศที่น่าจะพึ่งพิงได้มากที่สุด ก็ควรจะเป็นจีน และภายในปี 2506 กัมพูชาก็เริ่มรับความช่วยเหลือทางทหารจากจีน

การสู้รบในอินโดจีน และในกัมพูชาตลอดช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้นมา โดยเฉพาะในช่วงสงครามเวียดนาม ได้สร้างภาระด้านสิทธิมนุษยชนให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีประชาชนผู้หลบภัยสงคราม จำนวนหลายแสนคน หนีเข้ามาสู่ชายแดนไทย เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง และในเวลาเดียวกัน กองกำลังของกัมพูชาฝ่ายต่าง ๆ ที่พ่ายแพ้จากการสู้รบกับกองกำลังเวียดนาม ก็หนีมาหาที่พึ่งพิงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เช่นเดียวกัน

อาเซียนกับปัญหากัมพูชา

การเข้ายึดครองกัมพูชาโดยกองกำลังเวียดนาม ถือเป็นปรากฏการณ์ การใช้กำลังทหารเข้ายึดครองประเทศอธิปไตยอีกประเทศหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาค นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการของสหประชาชาติ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง ที่สำคัญคือ กัมพูชามีชายแดนร่วมกันไทย เป็นระยะทาง 798 กิโลเมตร ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างภาระด้านมนุษยธรรมให้ประเทศไทยต้องแบกรับแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังมีความล่อแหลมต่อความมั่นคงของประเทศไทยอีกด้วย ในเมื่อมีกองกำลังเวียดนามเป็นจำนวนมากมาประชิดชายแดนไทย

ด้วยเหตุนี้ประเทศไทย และประเทศสมาชิกอาเซียน จึงไม่อาจยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่ารัฐบาลเขมรแดงที่ถูกโค่นล้มไป จะเลวร้ายเพียงใด และจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เวียดนามยอมถอนกองกำลังออกไปจากกัมพูชาโดยเร็วที่สุด ดังนั้น ในวันที่ 12 มกราคม 2522 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีไทย ในขณะนั้น จึงได้เรียกประชุมพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ  เพื่อปรึกษาหารือระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน และร่วมกันออกแถลงการณ์ “ประณามการใช้กำลังอาวุธรุกรานเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา” เรียกร้องให้กองกำลัง “ต่างชาติ” ทั้งหมดถอนตัวออกไปจากกัมพูชาในทันที  และ “เรียกร้องอย่างแข็งขันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พิจารณาใช้มาตรการที่เหมาะสมในการฟื้นฟู สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคให้กลับคืนมา”

การออกแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ อย่าง ประการแรกคือเป็นการประกาศท่าทีทางการเมืองและความมั่นคง ต่อต้านและประณามการกระทำของประเทศเพื่อนบ้าน ในภูมิภาคเดียวกัน อันเป็นท่าทีซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศไม่สะดวกใจนัก เพราะมองว่า เป็นท่าทีที่แข็งกร้าวมากจนเกินไป และไม่เปิดช่องให้เวียดนามได้ถอย ประการที่สองคือ การยกระดับปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาค ขึ้นสู่ระดับโลก โดยเฉพาะในเวทีของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งทำให้เด่นชัดยิ่งขึ้นว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในปัญหามีผู้ใดบ้าง และเบื้องหลังของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ละฝ่าย มีประเทศใดอยู่เบื้องหลังบ้าง และประการที่สาม คือ แถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการรวมตัวกันของเขมรฝ่ายต่าง ๆ เพื่อต่อต้านการรุกรานของเวียดนาม และในช่วงต่อมาเพื่อร่วมกันเจรจาหาทางออกและกำหนดอนาคตให้กับกัมพูชา

ยุทธศาสตร์ของประเทศสมาชิกอาเซียนในขณะนั้น เป็นการดำเนินการ ในสองด้านพร้อม ๆ กัน คือกดดันเวียดนามในระดับเวทีโลก เพื่อให้เวียดนามยอมถอนกองกำลังทั้งหมดออกจากกัมพูชาโดยเร็ว (และไม่รุกรานต่อมายังประเทศไทย) และอีกแนวทางหนึ่งคือ จัดให้มีการเจรจาในสองกรอบคือ กรอบที่หนึ่ง ระหว่างเวียดนามกับกองกำลังกัมพูชาฝ่ายต่าง ๆ และกรอบที่สอง คือการเจรจาระหว่างกองกำลังกัมพูชา ฝ่ายต่าง ๆ ด้วยกันเอง เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของกัมพูชา

ในเรื่องแรกนั้น ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ต้องทำงานหนักตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อในเดือนกันยายน 2522 ในการเริ่มการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 34 ทั้งรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย (DK) และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ต่างยื่นสารตราตั้งต่อสหประชาชาติ เพื่อเป็นผู้แทนที่ถูกต้องของกัมพูชา ในการเข้าร่วมการประชุมใหญ่ของสมัชชาสหประชาชาติ ซึ่งต่างฝ่าย ต่างก็กล่าวหาซึ่งกันและกันว่า ไม่ได้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนกัมพูชา

เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศสมาชิกอาเซียน เห็นว่า การโน้มน้าวให้ประชาคมโลก ให้การรับรองรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย อย่างต่อเนื่องนั้น น่าจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลดังกล่าว มีประวัติในการเข่นฆ่าประชาชนของตนเอง แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม ดังนั้น ในเดือนมิถุนายน 2525 จึงมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมสามฝ่าย ภายใต้ชื่อรัฐบาลผสมประชาธิปไตยกัมพูชา (Coalition Government of Democratic Kampuchea – CGDK) ขึ้น อันประกอบด้วยรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย ของฝ่ายเขมรแดง รัฐบาล FUNCINPEC ของฝ่ายเจ้าสีหนุ และรัฐบาล แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (Khmer People’s National Liberation Front – KPNLF) ของนายซอนซาน รัฐบาลผสมดังกล่าว เป็นผลจากการหารือกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน กลุ่มประเทศตะวันตก ที่คัดค้านการกระทำของเวียดนาม และกองกำลังกัมพูชาฝ่ายต่าง ๆ ที่ต่อต้านเวียดนามและรัฐบาลเฮง สัมริน โดยรัฐบาลผสมที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ มีเจ้านโรดม สีหนุ เป็นประมุขแห่งรัฐ

ในส่วนของการเจรจาระหว่างเวียดนาม กับฝ่ายต่าง ๆ ของกัมพูชา และประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เริ่มต้นด้วยการประกาศ “หลักการกวนตัน” (Kuantan Principle) ในปลายเดือนมีนาคม ) ซีย เริ่มต้นด้วยการประกาศ หลักการบาล ดังนั้น 2523 เพื่อโน้มน้าวให้เวียดนาม ถอนตัวออกมาจากการต้องพึ่งพิงสหภาพโซเวียต แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก ในเดือนกรกฎาคม 2524 มีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกัมพูชา (International Conference on Kampuchea – ICK) ขึ้นที่นครนิวยอร์ก ซึ่งริเริ่มโดยประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมรวม 92 ประเทศ แต่สหภาพโซเวียต เวียดนาม และรัฐบาลเฮง สัมริน ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว

กล่าวได้ว่า บทบาทของประเทศไทยและสมาคมอาเซียน ในการแก้ไขปัญหากัมพูชานั้น ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของสมาคมอาเซียน ในด้านการเมืองความมั่นคง เพราะนอกจากจะสามารถป้องกันความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ ไม่ให้ลุกลามจนเป็นภัยต่ออธิปไตยของประเทศไทย สามารถที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชนแล้ว ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ และองค์การสหประชาชาติ ในการนำสันติภาพ และประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่กัมพูชา รวมทั้งร่วมฟื้นฟู การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของกัมพูชา ให้กลับคืนมาด้วย ซึ่งบทบาทของประเทศไทย และสมาคมอาเซียน ในด้านการเมืองความมั่นคง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และส่งผลให้อาเซียน สามารถมีบทบาทที่สูงขึ้นในด้านการการเมืองความมั่นคง ในเวทีภูมิภาค และเวทีโลก ได้อย่างเต็มภาคภูมิในเวลาต่อมา