สมาคมอาเซียนและประเทศไทยในอีก 50 ปี ข้างหน้า

อาเซียนก็เหมือนกับทุก ๆ องค์กรในโลก ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชาชน ที่จะต้องปรับตัวให้สามารถเข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมของโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถมีความเกี่ยวเนื่อง (relevance) สามารถมีความสำคัญ (significant) และอยู่รอดได้ (survive) ต่อไปในอนาคต

ในช่วง 50 ปี ที่ผ่านมาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอาเซียนได้มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องทั้งโดยตั้งใจ (By Design) ทั้งโดยที่สถานการณ์พาไป และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทย โดยท่านรัฐมนตรี พันเอกถนัด คอร์มันตร์ เป็นผู้ให้กำเนิดทางความคิด (Conceived) แก่อาเซียน และเป็นผู้ผลักดันจนอาเซียน เกิดขึ้นมาเป็นตัวตนได้ในที่สุด ในขณะที่อาเซียนถือกำเนิดขึ้นนั้น ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเพิ่งได้เอกราชกันไม่นานนัก ทั้ง 5 ประเทศผู้ก่อตั้ง ยกเว้นประเทศไทย เพิ่งได้รับเอกราชไม่ถึง 20 ปี โดยเฉพาะมาเลเซียเพิ่งได้รับเอกสารเพียง 10 ปี โดยมีสิงคโปร์ เป็นประเทศเอกราชใหม่ที่สุดคือ เพียง 2 ปี

การมองช่วงเวลาและการแบ่งยุคสมัยของอาเซียนในลักษณะข้างต้น ค่อนข้างจะสอดคล้องกับมุมมองของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ยุคต้น ๆ ของอาเซียน อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่เห็นว่ายุคทอง (Golden Period) ที่แท้จริงของอาเซียน นั้น คือช่วงสองทศวรรษที่คาบเกี่ยวกัน ระหว่างปี 2520-2529 กับปี 2530-2539 เนื่องจากการที่การปูพื้นฐานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น นั้น เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียน สามารถผนึกกำลังกันเป็นหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในภูมิภาค รวมทั้งสามารถผนึกกำลังกันสร้างสรรสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา และทำให้อาเซียนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีโลก แต่ไม่ว่าจากมุมมองใด สิ่งที่ชัดเจนก็ คือ อาเซียนได้เติบโตอย่างเป็นขั้นตอน ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว และตลอดเวลาที่ก้าวแต่ละก้าวออกไปก็เป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับก้าวใหม่ ๆ ต่อไปในวันข้างหน้า จนมาถึงยุคของการปรับปรุงโครงสร้าง (Restructuring) และยุคของการจัดตั้งตนเองเป็นสถาบัน (institutionalization) ในช่วงทศวรรษที่ 2540-2549 และ 2550-2559 ตามลำดับ

โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 5 หรือระหว่างปี 2550-2559 ซึ่งเป็นยุคของการจัดตั้งตนเองเป็นสถาบัน (institutionalization) นั้น หลายคนอาจจะมองว่าอาเซียนสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด คือ มีการจัดทำกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และสามารถยกตัวเองขึ้นเป็นองค์การระหว่างประเทศได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ความสำเร็จต่าง ๆ เหล่านี้ มาได้ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ รวมทั้งการระดมสมอง และการประชุมหารือกันอย่างเอาจริงเอาจังระหว่างประเทศสมาชิก อีก 50 ปี ข้างหน้าของอาเซียน จากคำบอกกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ของไทย ในทุกยุค ทุกสมัย ต่างมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้สมาคมอาเซียนเป็นองค์การระหว่างประเทศ และเป็นประชาคม อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หากแต่คำถามก็คือ ในอนาคตเส้นทางของสมาคมอาเซียนควรจะเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มว่า สิ่งที่ท้าทายสำหรับสมาคมอาเซียนในอนาคต น่าจะเป็นอะไรบ้าง

ในเรื่องนี้ คงไม่มีใครจะสามารถให้คำตอบที่แม่นยำได้ แต่มีแนวโน้มว่า สภาพแวดล้อมของภูมิภาค และของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการค้า จะยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายสมาคมอาเซียน ต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในความจำเป็นที่สมาคมอาเซียน และประเทศสมาชิก จะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรับมือกับทั้งสิ่งท้าทายเดิม ๆ และสิ่งท้าทายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ และการค้าของโลก การก่อการร้าย ความมั่นคงทางไซเบอร์ ความขัดแย้งทางศาสนาและวัฒนธรรม บทบาทของประชาสัมคม (civil society) ฯลฯ และความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเชื่อมโยง ทั้งในด้านกายภาพ และด้านความนึกคิดของประชาชนทุกประเทศในประชาคมอาเซียน

แม้ว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาสมาคมอาเซียน จะมีความสำเร็จมากมาย แต่สำหรับบุคลากรผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสมาคมอาเซียน ต่างเห็นว่า การที่สมาคมอาเซียนจะสามารถเตรียมความพร้อมให้สามารถรับมือกับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต นั้น อย่างน้อยที่สุดสมาคมอาเซียน จะต้องมีความแข็งแกร่งจากภายใน ในอย่างน้อยสองด้านคือ หลักการของ การมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) และหลักการฉันทามติ (Consensus)

ในส่วนที่ว่า อนาคตอาเซียนควรจะมีลักษณะอย่างไร ความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติ และผู้กำหนดนโยบายก็มีความใกล้เคียงกัน คือ เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาเซียนจะต้องขยายวงกว้างออกไปครอบคลุมภูมิภาคอื่น ๆ ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องของจำนวนสมาชิก อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นเรื่องของขอบเขตความร่วมมือ พร้อมกันนี้อาเซียนเองก็จะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง มีความรู้ ความเข้าใจปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกัน

ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้าของอาเซียนนั้น มีหลากหลาย มีความสลับซับซ้อน และยากลำบาก ซึ่งนอกจากความร่วมแรงร่วมใจ และความยินยอมพร้อมใจกันของผู้บริหารและประชาชนของแต่ละประเทศสมาชิกแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่อาซียนจะต้องมีกลไกขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง ซึ่งกลไกขับเคลื่อนที่ว่านี้ ย่อมหมายถึงสำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) และหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน (CPR) หรือการประชุมต่างๆ ของอาเซียน รวมทั้งองค์กรระดับประชาชนอาทิ มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) และสมาคมอาเซียน (ASEAN Association) ในประเทศต่าง ๆ

ช่วงระยะเวลา 50 ปี ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อาเซียน และต่อมาเป็นประชาคมอาเซียน สามารถที่จะเติบโต และมีความแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำ ด้วยขีดความสามารถของผู้บริหาร ตลอดจนบุคลากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ในทุก ๆ ด้าน

ในเวลาเดียวกันกล่าวได้ว่า ในระยะเวลา 50 ปี ที่ผ่านมานั้น ผู้นำ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องของไทย ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ล้วนมีส่วนสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนให้สมาคมอาเซียน เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเหล่านี้สร้างไว้ให้คนรุ่นหลัง ซึ่งพวกเราทุกคนควรจะขอบคุณ ภาคภูมิใจ ดีใจ และถือว่าโชคดี ในสิ่งที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ในฐานะที่ในปัจจุบันเป็นภูมิภาคที่มีสันติสุขต่อเนื่องยาวนาน และประชาชนมีความกินดีอยู่ดี มากที่สุด ภูมิภาคหนึ่งของโลก

ซึ่งมีแนวโน้มว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้า ต้นทุนและพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องผลักดันให้ประชาคมอาเซียน สามารถที่จะเติบโต และพัฒนาได้ต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไรก็ดี การที่จะเป็นเช่นนั้นได้ อาเซียน จำเป็นที่จะต้องเป็นองค์กรที่มองไปข้างหน้า (forward looking) และมีความยืดหยุ่น มีความคล่องตัวสูง พร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของโลก และของภูมิภาค ผู้นำและประชาชน จำเป็นจะต้องมีความเป็นเอกภาพ และความยินยอมพร้อมใจร่วมกัน ในเกือบทุกด้าน และที่สำคัญที่สุดคือ ประชาคมอาเซียน จะต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนเป็นของตนเอง มีความเป็นภูมิภาคนิยม และเป็นประชาคมที่มีประชาชนทุกคนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้ คือ 50 ปีที่ผ่านมาของอาเซียน และการมองไปสู่อนาคต เพื่อที่อาเซียน จะสามารถมีวิสัยทัศน์ ที่เป็นหนึ่ง มีอัตลักษณ์ ที่เป็นหนึ่ง และเป็นประชาคม ที่เป็นหนึ่ง (one vision, one identity and one community) ได้อย่างแท้จริง