การประชุมอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงของเอเชียและแปซิฟิก

ภายหลังจากการสิ้นสุดปัญหากัมพูชา ประเทศสมาชิกของอาเซียน ได้หันกลับมาทบทวนบทบาทของอาเซียนในภาพใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากในยุคของปัญหากัมพูชานั้น เวลา ทรัพยากร และความสนใจของอาเซียน ล้วนมุ่งไปที่ปัญหากัมพูชา และความเกี่ยวข้องของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาค ส่วนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นั้น แม้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดำเนินไปในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด ไม่ค่อยมีผลงานเป็นรูปธรรม และไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าใดนัก ทั้งจากภายในภูมิภาคและภายนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเวลาเดียวกันอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ด้อยกว่ากันและประเทศสมาชิกอาเซียนต้องการเร่งดำเนินการ คือ การวางระเบียบให้กับสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคง (Security Architecture) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาเหตุที่ต้องจัดวางระเบียบด้านความมั่นคงภายในภูมิภาคก็เพราะ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ภูมิภาคฯ ก็ตกอยู่ในสภาวะของความไม่แน่นอน และความแปรปรวนในสถานการณ์ความมั่นคง มาโดยตลอด เมื่อเกิดสถานการณ์ในกัมพูชา ความไม่แน่นอน และสภาวะขาดความมั่นคง และขาดเสถียรภาพ ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีก และในที่สุด เมื่อสถานการณ์ในกัมพูชาสิ้นสุดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการสิ้นสุดสงครามเย็น คำถามก็คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรจะก้าวไปในทิศทางใด ควรจะมีบทบาทอย่างไรในเวทีโลก และที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรกับช่องว่างด้านความมั่นคง (Security Vacuum) ที่เกิดขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากภูมิภาคไปตั้งแต่ปี 2518 สหภาพโซเวียตถูกลดบทบาทลงจนเกือบไม่มีเหลือ และจีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจเดียวที่หลงเหลืออยู่ในภูมิภาค

จากโจทย์ข้างต้นนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน จึงมองเห็นถึงความสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือภายในภูมิภาค ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และการจัดระเบียบความสัมพันธ์ในด้านความมั่นคงภายในภูมิภาคฯ และความสัมพันธ์ที่มีต่อประเทศต่าง ๆ ภายนอกภูมิภาค ไปพร้อม ๆ กัน

จากความจำเป็นข้างต้นก้าวสำคัญของอาเซียนในการกำหนดทิศทางในอนาคต ด้านการเมืองความมั่นคงของภูมิภาค และขณะเดียวกันการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างจริงจัง ทั้งภายในภูมิภาคฯ และกับประเทศต่างๆ ภายนอกภูมิภาค จึงเกิดขึ้นที่การประชุมสุดยอด ครั้งที่ 4 ของสมาคมอาเซียนที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 ในการประชุมดังกล่าวผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหกประเทศในขณะนั้นได้แถลงเจตจำนง

(ก) ที่จะยกระดับความร่วมมือทางการเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อให้มีสันติภาพ และความมั่งคั่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(ข) ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แบบเปิด ด้วยการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภายในภูมิภาคฯ

(ค) แสวงหาลู่ทางใหม่ ๆ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง

(ง) ดำเนินความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ ประเทศต่างๆ ในอินโดจีน ภายหลังการสิ้นสุดความขัดแย้งในกัมพูชา

ในด้านความมั่นคง นั้น นอกเหนือจากการแสดงเจตนาที่จะทำให้เกิด เขตสันติภาพ อิสรภาพ และความเป็นกลาง (Zone of Peace, Freedom and Neutrality – ZOPFAN) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2514 แล้ว ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ยังได้เชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ภาคยานุวัติ สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-1976) ปี 2519 อีกด้วย นอกจากนี้ ผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ยังได้แสดงเจตนา ประกาศให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ (ซึ่งอีกสามปีต่อมา ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนก็ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ Southeast Asia Nuclear Weapon Free Zone Treaty – SEANWFZ) ปี 2538

ในส่วนของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การประชุมสุดยอดในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ประกาศเจตนาอย่างแน่วแน่ที่จะก่อตั้ง เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ ASEAN Free Trade Area – AFTA) เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่เชื่อมต่อกันภายในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมให้มีการไหลเวียนของเงินทุนระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระมากขึ้น และมีโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกันมากขึ้น ซึ่งจะได้กล่าวถึงเป็นลำดับต่อไป

ความร่วมมือในกรอบ “การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum-ARF)

สถาปัตยกรรมด้านความมั่นคงภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เปลี่ยนแปลงไป ภายหลังการถอนตัวของกองทัพสหรัฐฯ การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการที่จีนและเวียดนามยุติความขัดแย้งในกัมพูชา ทำให้ผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน เห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่จะต้องแสวงหารูปแบบ และกฎระเบียบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในการประชุมสุดยอดอาเซียน ในเดือนมกราคม 2535 ได้ร่วมกันแถลงเจตจำนงที่จะยกระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือ ด้านการเมือง ความมั่นคง กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้มากขึ้น รวมทั้งแสวงหาลู่ทางใหม่ ๆ ในการร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ในด้านความมั่นคง เพื่อสันติภาพและความมั่นคงร่วมกันทุกฝ่าย ซึ่งการออกคำแถลงการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นถ้อยแถลงด้านการเมืองความมั่นคงในกรอบใหญ่ เป็นครั้งแรกในระดับสูงสุดของสมาคมอาเซียน

ถ้อยแถลงข้างต้น ได้นำไปสู่แนวคิดที่จะสร้างเวทีการหารือทางการเมืองและความมั่นคง ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมทั้งประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศมหาอำนาจในระดับโลก และประเทศอื่นๆ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ที่มีผลประโยชน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในเวลาเดียวกัน การประชุมหารือดังกล่าว จะต้องมีผลประโยชน์ของภูมิภาคเป็นที่ตั้ง และสมาคมอาเซียนจะต้องเป็นแกนหลัก (ASEAN Centrality) ในการกำหนดทิศทางของประชุมหารือดังกล่าว

ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนได้หารือเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ทั้งในระดับรัฐมนตรี และระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส เพื่อให้แน่ใจว่า วิสัยทัศน์ของผู้นำอาเซียน จะสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง โดยเริ่มจากการหารือในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาคมอาเซียน คือในระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หลายรอบ เพื่อขัดเกลาแนวความคิด และในที่สุดประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ได้เห็นพ้องกัน ให้จัดทำแผนการจัดตั้ง และแผนการดำเนินงานของ การประชุมที่เรียกว่า การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ASEAN Regional Forum (ARF) ซึ่งภารกิจหลักในเรื่องนี้ มาตกอยู่กับประเทศไทย เพราะในเดือนกรกฎาคม 2536 ประเทศไทย เข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนแทนสิงคโปร์ ซึ่งพ้นหน้าที่ และปี 2535 และ 2536 ก็เต็มไปด้วยการเปลี่ยนของการเมืองและความมั่นคง ทั้งในระดับโลกและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในช่วงเวลาเดียวกัน ในระดับโลกก็มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อาทิ ในสหรัฐฯ มีการแต่งตั้งนายบิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ชองสหรัฐฯ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในหลายๆ ประเทศ อาทิ จีน นายเจียง เจ๋อหมิน (Jiang Zemin) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของจีน ควบคู่ไปกับการดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานคณะกรรมาธิการกลางการทหารของจีน มาตั้งแต่ปี 2532 อันเป็นการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือของผู้นำเพียงคนเดียว สิงคโปร์มีประธานาธิบดีคนแรก ที่มาจากการเลือกตั้ง คือ นาย ออง เท็ง เชิง (Ong Teng Cheong)  สถานบันกษัตริย์ในกัมพูชาได้รับการรื้อฟื้น โดยมีสมเด็จ นโรดม สีหนุ ได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ สหรัฐฯ ยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเวียดนาม และเริ่มปูทางสู่การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต ส่วนในยุโรป สนธิสัญญามาสตริช (Maastricht Treaty) เริ่มมีผลใช้บังคับ ทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union – EU) รวมกันเป็นตลาดการค้าเพียงตลาดเดียว ส่วนในสหรัฐฯ เอง ความตกลงเขตการค้าเสรีในอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement – NAFTA) ก็มีผลใช้บังคับ นอกจากนี้ ในยุโรปก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของเขตแดนอย่างกว้างขวาง อันเป็นผลจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากจะบ่งชี้ให้เห็นถึงสภาวะแวดล้อมทางการเมืองและความมั่นคงของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแล้ว ยังบ่งชี้ให้เห็นถึงความอ่อนไหว และความไม่แน่นอนต่าง ๆ อันอาจเกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเวลาเดียวกัน อีกด้วย

กล่าวได้ว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญโดยตรง ในการจัดตั้งการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ ASEAN Regional Forum (ARF) ตั้งแต่ก้าวที่หนึ่ง เพราะภายหลังจากที่ผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน ทั้ง 6 ประเทศ ประกาศเจตนารมณ์ เมื่อเดือนมกราคม 2535 ในการที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงกับทุกประเทศในภูมิภาคแล้ว สิงคโปร์ ก็เข้ารับตำแหน่งประธานสมาคมอาเซียน ในเดือนกรกฎาคม 2535 ถึงเดือนกรกฎาคม 2536 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาคมอาเซียน ได้หารือกันมาโดยตลอดว่า การยกระดับความสัมพันธ์ดังกล่าวควรจะทำในลักษณะใด ซึ่งข้อตัดสินใจที่เห็นพ้องกันก็คือ การจัดตั้งเวทีการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการเมือง ความมั่นคงอย่างกว้างขวางที่สุด โดยที่ประชุมดังกล่าว น่าจะใช้ชื่อว่า “การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” หรือ “ASEAN Regional Forum”

การที่ใช้ชื่ออาเซียน นำหน้านั้น ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึง การที่อาเซียน เป็นเจ้าของความคิดริเริ่ม และการที่อาเซียนต้องการเป็นศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) ของการประชุมหารือดังกล่าว อย่างไรก็ดี การหารือของประเทศสมาชิกอาเซียน ในเรื่องนี้ ยังไม่ทันจะก้าวหน้าไปมากนัก วาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของสิงคโปร์ ก็สิ้นสุดลงเสียก่อน และประเทศไทยเข้าดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนแทน ในเดือนกรกฎาคม 2536

ดังนั้น ในช่วงที่ประเทศไทยเข้ารับตำแหน่งประธานสมาคมอาเซียน นั้น สิ่งที่ตกลงกันได้แล้ว ก็คือ

1. ควรมีการจัดตั้งการประชุมหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขึ้น

2. ที่ประชุมดังกล่าวควรมีชื่อว่า ASEAN Regional Forum เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความคิดริเริ่ม และความเป็นศูนย์กลางของประเทศสมาชิกอาเซียน สิ่งที่ยังคงขาดอยู่ก็คือรายละเอียดที่เหลือทั้งหมด อาทิ เนื้อหา และท่าทีรวมทั้งข้อเสนอต่าง ๆ ของอาเซียน ในการประชุมฯ ควรจะมีอะไรบ้าง ควรใช้ถ้อยคำที่ก้าวหน้า หรือระมัดระวังเพียงใด การประชุมควรจะเป็นในระดับใด ประเทศใดควรจะได้รับเชิญบ้าง รูปแบบการประชุมควรเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ มากน้อยเพียงใด ผู้แทนแต่ละประเทศในที่ประชุมควรจะมีกี่คน ระเบียบวาระการประชุมควรจะมีเรื่องใดบ้าง การประชุมควรจะใช้เวลานานเท่าใด รายงานผลการประชุมควรจะมีลักษณะอย่างใด การประชุมควรจะมีขึ้นในช่วงใด ของการประชุมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ฯลฯ

รายละเอียดทั้งหมดนี้ เป็นหน้าที่ของประเทศไทยที่จะต้องนำเสนอเป็น concept papers ในแต่ละหัวข้อ เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ได้พิจารณาและให้การรับรอง

ซึ่งในที่สุดแล้ว ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดได้ให้การรับรองข้อเสนอของประเทศไทย คือ ให้การประชุมครั้งแรก หรือการประชุมครั้งก่อตั้งของ ASEAN Regional Forum มีขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2537 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย คือ นาวาตรีประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานในการประชุม ประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วยประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนทั้ง 6 ประเทศ ในขณะนั้น ประเทศคู่เจรจาของอาเซียน (ASEAN’s Dialogue Partners) รวม 6 ประเทศ ประเทศคู่หารือของอาเซียน (ASEAN’s Consultative Partners) รวม 4 ประเทศ และประเทศผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN’s Observers) รวม 2 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 18 ประเทศ ส่วนการประชุมในครั้งแรกนี้ ระเบียบวาระจะเปิดกว้าง เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้หารือเกี่ยวกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ได้อย่างอิสระ โดยการประชุมจะดำเนินไปอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อส่งเสริมให้การหารือเป็นไปอย่างเปิดกว้าง และมีการจำกัดเวลาอภิปรายของรัฐมนตรีของแต่ละประเทศ คนละไม่เกินสามนาที ต่อครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกประเทศได้แสดงความคิดเห็นกันได้อย่างทั่วถึง โดยแต่ละประเทศจะมีเพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้ช่วยอีกหนึ่งท่านเท่านั้น (1+1) เข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ การประชุมหารือจะไม่มีการจัดทำรายงานแต่อย่างใด จะมีเพียงถ้อยแถลงของประธานการประชุม (chairman’s statement) ภายหลังจากการประชุมเท่านั้น โดยประเทศผู้เข้าร่วมต่างๆ จะรักษามารยาท และจะไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน ในเนื้อหาสาระของการประชุม โดยจะมอบให้เป็นหน้าที่ของประธานการประชุมแต่เพียงผู้เดียว

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าการประชุมครั้งแรก และครั้งประวัติศาสตร์ของ ASEAN Regional Forum เสร็จสิ้นลงด้วยดี และประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เมื่อที่ประชุมได้เห็นพ้องกันในประเด็นที่มีความสำคัญหลาย ๆ ประเด็น อาทิ ที่ประชุมฯ ยอมรับว่า ASEAN Regional Forum เป็นเวทีสำคัญที่จะสามารถช่วยสนับสนุนความพยายามด้านการสร้างความไว้วางใจ (confidence-building) และด้านการทูตเชิงป้องกัน (preventive diplomacy) ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกัน ให้มีการประชุม ASEAN Regional Forum เป็นประจำทุกปี โดยให้มีการประชุมครั้งที่สอง ที่ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ในปี 2538 พร้อมทั้งให้การสนับสนุนวัตถุประสงค์และหลักการของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) ว่าเป็นเครื่องมือทางการทูต ที่สำคัญและมีลักษณะพิเศษในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเมืองความมั่นคง ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการทูตเชิงป้องกัน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และเพื่อให้ ASEAN Regional Forum สามารถพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง ที่ประชุมฯ ยังได้มอบหมายให้ประธานประเทศต่อไปของ ASEAN Regional Forum คือ บรูไน ดารุสซาลาม รวมรวมข้อเสนอแนะด้านความมั่นคง ในด้านต่าง ๆ อาทิ การสร้างความมั่นใจระหว่างประเทศ การควบคุมการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ ความร่วมมือด้านกองกำลังรักษาสันติภาพ ความมั่นคงทางทะเล และการทูตเชิงป้องกัน และให้จัดทำการศึกษา แนวความคิดด้านความมั่นคงอย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อีกด้วย

ปัจจุบันถือได้ว่า ASEAN Regional Forum เป็นเวทีประชุมหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในระดับสูง ด้านการเมืองความมั่นคง ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และครอบคลุมประเทศต่าง ๆ มากที่สุด ซึ่งในปัจจุบัน ASEAN Regional Forum มีประเทศสมาชิกรวมทั้งสิ้น 27 ประเทศ คือ ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน  10 ประเทศ ประเทศคู่เจรจา (dialogue partners) อีก 10 ประเทศ (ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และรัสเซีย) และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค อีก 6 ประเทศ (ได้แก่ มองโกเลีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน ติมอร์-เลสเต้ บังกลาเทศ และศรีลังกา) และมีผู้สังเกตการณ์พิเศษของอาเซียนอีก 1 ประเทศ (ได้แก่ ปาปัวนิวกินี)

ทั้งนี้ ในการประชุม ASEAN Regional Forum ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการหารือเรื่องการเมืองความมั่นคง ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กฎเกณฑ์ของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา อย่างเป็นกันเอง โดยไม่มีการนำไปอ้างอิงในภายนอก ยังคงได้รับการยอมรับและยึดถืออย่างเคร่งครัด ในเวลาเดียวกัน ประเทศสมาชิก ASEAN Regional Forum ก็ยังเห็นพ้องร่วมกันในการสร้างกลไกย่อย ๆ ขึ้นมา ทั้งในช่องทางแบบเป็นทางการ (Track 1) และช่องทางวิชาการและสาธารณะ (Track 2) เพื่อดำเนินกิจกรรมของที่ประชุมฯ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี (inter-sessional activities) พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย และจัดทำข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อให้ภูมิภาคฯ มีความมั่นคง และมีเสถียรภาพอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถแสดงบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริมความมั่นคง และเสถียรภาพในเวทีโลกได้

ในปัจจุบัน บทบาท ความสำคัญ และความน่าเชื่อถือของ ASEAN Regional Forum ได้เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไป นอกเหนือจากเป็นเวทีการหารือเรื่องการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแล้ว ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ที่ประชุม ASEAN Regional Forum ยังได้ขยายหัวข้อการหารือให้ครอบคลุม ทั้งเรื่องความมั่นคงแบบดั้งเดิม (Traditional Security Issues) ความมั่นคงแบบไม่ดั้งเดิม (Non-Traditional Security Issues) และปัญหาความมั่นคงในรูปแบบใหม่ (New Security Threats) ซึ่งทำให้การหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุม ASEAN Regional Forum ครอบคลุม หัวข้อต่างๆ อาทิ สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ในตะวันออกกลาง การย้ายถิ่นฐานของประชากรอย่างผิดปกติ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การแก้ปัญหาอาชญากรข้ามแดน การป้องกันภัยพิบัติ และการกู้ภัย การต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ การต่อต้านการก่อการร้าย การแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ความร่วมมือในการลดสภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก และความมั่นคงด้านไซเบอร์ (Cyber Security)